วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

RAM และ ROM

1.จงบอกประเภมของแรม (Ram)
ประเภทของแรม (RAM)

โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ Static RAM (SRAM) โดยมีรายระเอียดดังนี้
  • Static RAM (SRAM)นิยมนำไปใช้เป็นหน่วยแครช (Cache)ภายในตัวซีพียู เพราะมีีความเร็วในการทำงานสูงกว่าDRAM มาก แต่ไม่สามารถทำให้มีขนาดความจุสูงๆได้ เนื่องจากกินกระแสไฟมากจนทำให้เกิดความร้อนสูง
  • Dynamic RAM(DRAM) นิยม นำไปใช้ทำเป็นหน่วยความจำหลักของระบบในรูปแบบของชิปไอซี (Integrated Circuit) บนแผงโมดุลของหน่วยความจำ RAM หลากหลายชนิด เช่น SDRAM,DDR SDRAM,DDR-II และRDRAM เป็นต้น โดยออกแบบให้มีขนาดความจุสูงๆได้ กินไฟน้อย และไม่เกิดความร้อนสูง

 ชนิดของแรมหรือแรม DRAM (ในปัจจุบัน) 

DRAM ที่นำมาใช้ทำเป็ฯแผงหน่อยความจำหลักของระบบชนิดต่างๆในปัจจุบันดังนี้ 


SDRAM (Synchronous DRAM) 


ตัวชืปจะใช้บรรจุภัณฑ์ (Package) แบบ TSOP (Thin Smail Outine Package) ติดตั้งอยู่บน แผงโมดูล แบบ DIMM (Dual Inline Memory Module) ที่มีร่องบากบริเวณแนวขาสัญญาน 2 ร่อง และมีจำนวนขาทั้งสิ้น 168 ขา ใช้แรงดันไฟ 3.3 โวลด์ ความเร็วบัสมีให้เลือกใช้ทั้งรุ่น PC-66 (66 MHz), PC-100 (100 MHz), PC-133 (133 MHz) และ PC-150 (150MHz) ปัจจุบันหมดความเป็นที่นิยมไปแล้ว จะพบได้ก็แต่เพียงในคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าๆทั้งนั้น



DDR SDRAM (Double Date Rate SDRAM) 

ตัวชิปจะใช้บรรจุภัณฑ์แบบ TSOP เช่นเดียวกับ SDRAM และมีขนาด ความยาวของแผงโมดูลเท่ากัน คือ 5.25 นิ้ว ติดตั้งอยู่บนแผงโมดูลแบบ DIMM ที่มีร่องบากบริเวณแนวขาสัญญาณ 1 ร่อง และมีจำนวนขาทั้งสิ้น 184 ขาใช้แรงดันไฟ 2.5 โวลด์ รองรับความจุสูงสุดได้ 1 GB/แผง ความเร็วบัสในปัจจุบันมีใหเเลือกใช้ตั่งแต่ 133 MHz (DDR-266) ไปจนถึง 350 MHz (DDR-700) สำหรับ DRAM ชนิดนี้ปัจจุบันกำลังจะตกรุ่น 
การจำแนกรุ่นของ DDR SDRAM นอกจากจะจำแนกออกตามความเร็วบัสที่ใช้งาน เช่น DDR-400 (400 MHz effective) ซึ่งคิดจาก 200 MHz (ความถี่สัญญาณนาฬิกา๗ x 2 (จำนวนครั้งที่ใช้รับส่งข้อมูลในแต่ละรอบของสัญญาณนาฬิกา) แล้ว ยังถูกจำแนกออกตามค่าอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูล (Bandwidth) ที่มีหน่วยความจำเป็นเมกะไบต์ต่อวินาที (MB/s) ด้วยเช่น PC3200 ซึ่งคิดจาก 8 (ความกว้างของบัสขนาด 8 ไบต์ หรือ 64 บิต) x 200 MHz (ความถี่สัญญาณนาฬิกา) x 2 (จำนวนครั่งที่ใช้รับส่งข้อมูลในแต่ละรอบสัญญาณนาฬิกา)เท่ากับอัตตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่ 3,200 MB/s โดยประมาณนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีรุ่นอื่นๆอีก เช่น PC2100 (DDR-266), PC2700(DDR-33), PC3600 (DDR-450), PC4000(DDR-500),PC4200(DDR-533), และ PC5600 (DDR-700) เป็นต้น 

DDR-II SDRAM 

ตัวชิปจะใช้บรรจุภัณฑ์แบบ FBGA (Fine-Pitch Ball Gril Array) ที่มีความต้านทานไฟฟ้าต่ำก่าแบบ TSOP อีกทั่งยังสามารถออกแบบให้ตัวชิปมีขนาดเล็กแ
ะบางลงได้ ชิปดังกล่าวถูกติดตั้งอยู่บนแผงโมดูลแบบ DIMM ที่มีร่องบากบริเวณแนวขาสัญญาณ 1 ร่อง และมีจำนวนขาทั่งสิ้น 240 ขา ใช้แรงดันไฟเพียง1.8โวลต์ รองรับความจุได้สูงสุดถึง 4 GB ความเร็วบัสในบัจจุบันมีให้เลือกใช้ตั่งแต่ 200 MHz (DDR2-400) ไปจนถึง 450 MHz (DDR2-900) สำหรับ DRAM ชนิดนี้ปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนคาดว่าในอีกไม่ช่าจะเข้ามาแทนที่มาตรฐานเดิมคือ DDR SDRAM ในที่สุด
นอกจากรุ่นของ DDR-II นอกจากจำแนกออกตามความเร็วของบัสที่ใช้งาน เช่น DDR2-667 (667 MHz effective) ซึ่งคิดจาก 333 MHz (ความถี่สัญญาณนาฬิกา) x 2 จำนวนครั่งที่ใช้รับส่งข้อมูลในแต่ละรอบของสัญญาณนาฬิกา) แล้ว ยังถูกจำแนกออกตามค่าแบนด์วิดธ์ (Bandwidth) ด้วย เช่น PC2-5400 ซึ่งคิดจาก 8 (ความกว้างของบัสขนาด 8 ไบต์) x 333 MHz ( ความถี่สัญญาณนาฬิกา) x 2 (จำนวนครั่งที่ใช้รับส่งข้อมูลในแต่ระรอบของสัญญาณนาฬิกา๗ เท่าอัตตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่ 5,400 MB/s โดยประมั่นเอง นอกจากนี้ยังมีรุ่นอื่นๆอีกเช่น PC2-4300 (DDR-533),PC2-6400(DDR2-800) และ PC2-7200 (DDR2-900) เป็นต้น

RDAM (RAMBUS DRAN) 


ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยบริษัท Rambus lnc โดยนำมาใช้งานครั้งแรกร่วมกับชิปเซ็ต i850 และซีพียู Pemtium 4 ของ Intel ในยุคเริ่มต้น ปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควร โดยชิปเซ็ตและเมนบอร์ดของ Intel เพียงบางรุ่นเท่านั้นที่สนับสนุน ตัวชิปจะใช้บรรจุภัณฑ์แบบ CSP (Chip-Scale Package) ติดตั้งอยู่บนแผงโมดูลแบบ RIMM (Rambus Inline Memory Module) ที่มีร่องบากบริเวณแนวขาสัญญาณ 2 ร่อง ใช้แรงดันไฟ 2.5 โวลต์ และรองรับความจุสูงสุดได้มากถึง 2 GB ปัจจุบัน RDRAM ที่มีวางขายในท้องตลาด สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 
  • RDRAM (16บิต) เป็น RDRAM แบบ Single Channel ที่มีความกว้างบัส 1 แชนแนลขนาด 16 บิต (2ไบต์) มีจำนวลขาทั้งสิ้น 184 ขา การจำแนกรุ่นโดย มากจำแนกออกตามความเร็วบัสที่ใช้งาน เช่น PC-800 (800 MHz),PC-1066(1,066 MHZ) และ PC-1200 (1,200 MHz) เป็นต้น
  • RDRAM(32บิต) เป็น RDRAM แบบ Dual Channel ที่มีความกว้างบัส 2 แชแนลขนาด 32 บิต (4ไบต์) มีจำนวนขาทั้งสิ้น 242 ขา การจำแนกรุ่นโดยมากจะจำแนกออกตามค่าแบนด์วิดธ์ (Bandwidth) ที่ได้รับ เช่น RIMM 3200(PC-800),RIMM 4200(PC-1066),RIMM 4800(PC-1200) และ RIMM 6400 (PC-1600) เป็นต้น
นอกจากนี้ในอนาคตยังอาจพัฒนาให้มีความกว้างบัสเพิ่มมากขึ้นถึง 4 แชนแนลขนาด 64 บิต(8 ไบต์) ที่ทำงานด้วยความเร็วบัสสูงถึง 1,333 และ 1,600 MHz effective ออกมาด้วย โดยจะให้แบนด์วิดธ์มากถึง 10.6 และ 12.8 GB/s ตามลำดับ

2.จงบอกประเภทของรอม(Rom)

ROM (Read-OnlyMemory)
คือหน่วยความจำชนิดหนึ่ง ที่มีโปรแกรม หรือข้อมูลอยู่แล้ว และพร้อมที่จะนำมาต่อกับ ไมโครโปรเซสเซอร์ได้โดยตรง ซึ่งโปรแกรม หรือข้อมูลนั้นจะไม่สูญหายไป แม้ว่าจะไม่มีการจ่ายไฟเลี้ยงให้แก่ระบบ ข้อมูลที่เก็บอยู่ใน ROM จะสามารถอ่านออกมาได้ แต่ไม่สามารถเขียนข้อมูลเข้าไปได้ เว้นแต่จะใช้วิธีการพิเศษซึ่งขึ้นกับชนิดของ ROM

ชนิดของROM

*Manual ROM

ROM (READ-ONLY MEMORY)
ข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ใน ROM จะถูกโปรแกรม โดยผู้ผลิต (โปรแกรม มาจากโรงงาน) เราจะใช้ ROM ชนิดนี้ เมื่อข้อมูลนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และมีความต้องการใช้งาน เป็นจำนวนมาก ผู้ใช้ไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงข้อมูลภายใน ROM ได้ โดย ROM จะมีการใช้ technology ที่แตกต่างกันตัวอย่างเช่น BIPOLAR, CMOS, NMOS, PMOS

*PROM (Programmable ROM)

PROM (PROGRAMMABLE READ-ONLY MEMORY)
ข้อมูลที่ต้องการโปรแกรมจะถูกโปรแกรมโดยผู้ใช้เอง โดยป้อนพัลส์แรงดันสูง (HIGH VOLTAGE PULSED) ทำให้ METAL STRIPS หรือ POLYCRYSTALINE SILICON ที่อยู่ในตัว IC ขาดออกจากกัน ทำให้เกิดเป็นลอจิก “1” หรือ “0” ตามตำแหน่ง ที่กำหนดในหน่วยความจำนั้นๆ เมื่อ PROM ถูกโปรแกรมแล้ว ข้อมูลภายใน จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีก หน่วยความจำชนิดนี้ จะใช้ในงานที่ใช้ความเร็วสูง ซึ่งความเร็วสูงกว่า หน่วยความจำ ที่โปรแกรมได้ชนิดอื่นๆ

*EPROM (Erasable Programmable ROM)
EPROM (ERASABLE PROGRAMMABLE READ-ONLY MEMORY)
ข้อมูลจะถูกโปรแกรม โดยผู้ใช้โดยการให้สัญญาณ ที่มีแรงดันสูง (HIGH VOLTAGE SIGNAL) ผ่านเข้าไปในตัว EPROM ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ใช้ใน PROM แต่ข้อมูลที่อยู่ใน EPROM เปลี่ยนแปลงได้ โดยการลบข้อมูลเดิมที่อยู่ในEPROM ออกก่อน แล้วค่อยเข้าโปรแกรมไปใหม่ การลบข้อมูลนี้ทำได้ด้วย การฉายแสง อุลตร้าไวโอเลตเข้าไปในตัว IC โดยผ่าน ทางกระจกใส ที่อยู่บนตัว IC เมื่อฉายแสง ครู่หนึ่ง (ประมาณ 510 นาที) ข้อมูลที่อยู่ภายใน ก็จะถูกลบทิ้ง ซึ่งช่วงเวลา ที่ฉายแสงนี้ สามารถดูได้จากข้อมูล ที่กำหนด (DATA SHEET) มากับตัว EPROM และ มีความเหมาะสม ที่จะใช้ เมื่องานของระบบ มีโอกาส ที่จะปรับปรุงแก้ไขข้อมูลใหม่
*EAROM (Electrically Alterable ROM)

EAROM (ELECTRICALLY ALTERABLE READ-ONLY MEMORY)
EAROM หรืออีกชื่อหนึ่งว่า EEPROM (ELECTRICAL ERASABLE EPROM) เนื่องจากมีการใช้ไฟฟ้าในการลบข้อมูลใน ROM เพื่อเขียนใหม่ ซึ่งใช้เวลาสั้นกว่าของ EPROM
การลบขึ้นอยู่กับพื้นฐานการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ดังนั้น EAROM (ELECTRICAL ALTERABLE ROM) จะอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีแบบ NMOS ข้อมูลจะถูกโปรแกรมโดยผู้ใช้เหมือนใน EPROM แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ ข้อมูลของ EAROM สามารถลบได้โดยทางไฟฟ้าไม่ใช่โดยการฉายแสงแบบ EPROM
โดยทั่วไปจะใช้ EPROM เพราะเราสามารถหามาใช้ และทดลองได้ง่าย มีราคาถูก วงจรต่อง่าย ไม่ยุ่งยาก และสามารถเปลี่ยนแปลงโปรแกรมได้ นอกจากระบบ ที่ทำเป็นการค้าจำนวนมาก จึงจะใช้ ROM ประเภทโปรแกรมสำเร็จ แสดงให้เห็นส่วนประกอบพื้นฐานของ ROM ซึ่งจะมีสัญญาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ROM และทุกชิปที่อยู่ใน ROM มักมีการจัดแบ่งแยกหน้าที่เสมอ เช่น ขาแอดเดรสของ ROM เป็นอินพุต ส่วนขาข้อมูลจะเป็นเอาต์พุต โดยหลักการแล้ว ขาข้อมูลจะต่อเข้ากับบัสข้อมูลซึ่งเป็นบัส 2 ทาง ดังนั้นเอาต์พุตของ ROM ในส่วนขาข้อมูลนี้มักจะเป็นลอจิก 3 สถานะ ซึ่งถ้าไม่ใช้ก็จะอยู่ในสถานะ ที่มีอิมพีแดนซ์สูง (High Impedence)
ลักษณะโครงสร้างภายในของข้อมูลในหน่วยความจำ สามารถดูได้จาก Data Sheet ของ ROM นั้นๆ เช่น ROM ที่ระบุเป็น 1024 8 ,2048 8 หรือ 4096 8 ตัวเลขชุดแรก (1024 ,2048 หรือ 4096) จะบอกจำนวนตำแหน่ง ที่ใช้เก็บข้อมูลภายใน ส่วนตัวเลขชุดที่สอง (8) เป็นตัวบอกจำนวนบิตของข้อมูลแบบขนาน ที่อ่านจาก ROM ในการกำหนดจำนวนเส้นของบัสแอดเดรสที่ใช้กับ ROM เราสามารถรู้ได้ด้วยสูตร

*FEPROM : Flash EPROM

เป็นหน่วยความจำชนิดอ่านได้อย่างเดียวที่มีคุณสมบัติคล้ายกับ EEPROM คือสามารถลบและเขียนข้อมูลใหม่ได้ด้วยการใช้ไฟฟ้า แต่สิ่งที่พิเศษกว่าของFEPROM คือโครงสร้างภายในแบบแฟลช (Flash) ทำให้การลบและเขียนข้อมูลมีความรวดเร็วขึ้นROM BIOS : ROM Basic Input / Output System เป็นไอซีชนิดรอม ที่บรรจุโปรแกรมพื้นฐานเพื่อการควบคุมและติดต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ทำงานได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการตรวจสอบและจัดลำดับการทำงานของอุปกรณ์ ROM BIOS จะมีหน้าที่เริ่มตั้งแต่เปิดเครื่อง จะทำหน้าที่ตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ต่าง ๆ และแจ้งเตือนให้ผู้ใช้รับทราบ โดยใช้เสียงและแสดงบนหน้าจอ (ถ้าจอภาพไม่เสีย) หลังจากนั้นจะทำการเตรียมค่าต่างๆ ที่จำเป็นและ จัดความพร้อมให้กับหน่วยความจำประเภทแรม เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนต่าง ๆ รอมไบออสจะทำการอ่านโปรแกรมจากแผ่นดิสก์ แล้วโอนการทำงานให้กับระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ตามที่ผู้ใช้ได้กำหนดไว้ แต่ ROM BIOS ยังคงมีความสำคัญ คือเป็นที่เก็บโปรแกรมสำหรับติดต่อกับอุปกรณ์พื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งจะขาดไม่ได้ ROM BIOS จะมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด และหลายยี่ห้อ แต่หน้าที่การทำงานจะคล้ายคลึงกัน

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Box.net บริการจาก Google

BOX.net

Box.net คือบริการรับฝากไฟล์ออนไลน์ (Cloud Storage)ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2006 จากโมเดลธุรกิจเล็ก ๆในมหาวิทยาลัย มันต่างจากระบบฝากไฟล์ทั่วไปเพราะเป็น "Cloud Service" ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง ผู้ใช้สามารถเลือกเสียค่าใช้จ่าย ให้ตรงกับความต้องการเฉพาะด้านหรือสอดคล้องกับงบประมาณของตนได้ Box.net ออกแบบมาให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงไฟล์ได้ทุกสถานที่ที่มีอินเตอร์เน็ต -- ลองคิดถึงสมัยนี้ที่คนหนึ่งคนมีทั้ง pc ที่บ้าน, pc ที่ทำงาน , notebook และยังมี smartphone อีก

ซีอีโอ Aaron Levie บอกว่า บริษัทมีรายได้ถึงสามเท่าในปี 2010 ที่ผ่านมา และคาดการณ์กันว่าปี 2011 นี้อาจจะมีรายได้ถึงสี่เท่าตัว ปัจจุบัน Box.net มีไฟล์เอกสารประมาณ 300 ล้านไฟล์และมีผู้ใช้กว่า 5 ล้านคน องค์กรณ์ใหญ่ ๆ ที่ใช้บริการ Box.net เช่น Cisco,Dell,DreamWorks จากการได้ทุนเพิ่มในครั้งนี้ทำให้ Box.net มีทุนทั้งหมดถึง 78 ล้านเหรียญฯ

Box.net ยังได้เปิดบริการแบบ "Personal" ซึ่งสามารถใช้งานได้ฟรี มีพื้นที่ให้ถึง 5 GB และมี Mobile App ให้ใช้อีกด้วย

วิธีการเข้าใช้ BOX.net มีด้วยกัน 2 กรณีคือ 
กรณีที่ 1 ถ้าคุณใช้ Google Chrome 
  1. เปิด Google Chrome มองหาแถบ Apps แล้วเลือก Web Store
  2. จำนำคุณไปยัง เว็บไซต์ https://chrome.google.com/webstore?hl=en-US 
  3. มองหาแถบ Collections เลือก Students
  4. เลือก Box - 5 GB Free Storage
  5. เืลือก Add To Chrome เพื่อเป็นการ short cut ให้กลับ Google chrome
  6. ทำการสมัครเข้าใช้ได้ตามปรกติ

  1. กรณีที่ 1 ถ้าคุณใช้ เบาร์เซอร์ทั่วไป (วิีิีธีนี้จะไม่สามารถสร้าง Short Cut ได้)
  2. เข้าไปที่่ www.box.net 
  3. ทำการลงทะเบียนตามปกติ 
สาเหตุที่เกิดใช้ : เพราะสามารถเก็บงานที่สำคัญไว้ได้ เป็นส่วนกลาง เมื่อ โน๊คบุ๊คหายหรือเสียเราก็ยังคงมีไฟล์งานอยู่

ข้อดี : สามารถใช้งานได้บนโทรศัทพ์ และ ได้พื้นที่การใช้งานฟรีได้ึถึง 5 GB

ข้อเสีย : ไฟล์งานที่อัฟขึ้นจะต้องไม่เกิด 25 MB ต่อ 1 ไฟล์

จุดเด่นของ BOX คือ สามารถส่งไฟล์หรือแชร์ไฟล์ได้จำนวนมากในครั้งเดียวกันและมีคุณสมบัติที่่ให้เราสามารถจดจำรายชื่อ E-mail ของเพื่อน เราได้อีกด้วย

เว็บที่่ให้บริการใกล้เคียงกัน คือ Dropbox 
ข้อแตกต่าง คือ Dropbox ให้พื้นที่ใช้งานฟรี 2 GB แต่ Box ให้พื้นที่ใช้งาน 5 GB

หน้าเว็บ ของ BOX.net

สมัครใช้ได้น่ะคับ ฟรี



วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เทคโนโลยีมัลติมีเดียที่ส่งผลกระทบ และ ผลดีต่อสังคมไทย ในเรื่องของการศึกษา และธุรกิจ


มัลติมีเดียในประเทศไทย
      —   ด้านการศึกษา (Education) : เทคโนโลยีด้านการศึกษา (Educational Technology)  ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาทางภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติด้วยกระบวนการรวบรวม (Collection)  การวิเคราะห์ (Analysis) 
การฟออกแบบ 
(Design)
 มาประยุกต์ใช้  เช่น วิทยุ  โทรทัศน์ และ  
Overhead
การศึกษา (Educationa)
การเรียนในชั้นเรียน  (Classroom – Based Learning)
การประชุมทางไกลผ่านระบบเครือข่าย (Video Conference)
ภาพโทรคมนาคมและการติดต่อสื่อสารทั่วโลก
ภาพโทรคมนาคมและการติดต่อสื่อสารทั่วโลก
ภาพระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม

ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)  รวมองค์ประกอบหลักได้แก่  อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ (Hardware)  ซอฟต์แวร์  (Software)  ระบบเว็บเบส (Web-Based Architecture)  ต่อเข้าระบบคอมพิวเตอร์เครือข่าย (Network Computing) และระบบโทรคมนาคม (Telecommunication) 
เว็บ (Web – Based Learning / Training)  ระบบการเรียนรู้หรือฝึกอบรมทางไกลแบบการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (E – Learning)  โดยการสื่อสารข้อมูลผ่านช่องสัญญาณสื่อสารในระบบเครือข่าย  ระบบการเรียนรู้หรือฝึกอบรมผ่านบอร์ดแคส (Distance Broadcast Learning/Training)        จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบซีดีรอม (CD-ROM) การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนหรือ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Aided Learning: CAL)  ชุดผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI Package)  เก็บอยู่ในรูป CD-ROM

ตัวอย่างชุดผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI Package) ที่บรรจุใน CD-ROM  ได้แก่ 
·       —Macromedia Dreamweaver
·       —Macromedia Director
·       —Authorware
·       —Adobe Photoshop,  Illustrator
·       —Macromedia Firewall
·       —Macromedia Flash
·       —Lotus Screencam
·       —Swish
·       —Snagit, Ultrasnap

ผลกระทบโดยรวมต่อการศึกษา
·       —ผลต่อการเรียนการสอน
·       —ผลต่อการบริการทางการศึกษา
·       —ผลต่อการบริหารจัดการ
·       —ผลต่ออาจารย์และนักเรียนนักศึกษา

ผลกระทบต่อการเรียนการสอน
·       —การเรียนแบบเดิมถูกหาว่าล้าสมัย
·       —การเรียนแบบเดิมไม่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
·       —คอมพิวเตอร์ทำให้สื่อดูทันสมัย
·       —แอนิเมชั่นทำให้สื่อการสอนดูตื่นเต้นเร้าใจ
·       —คอมพิวเตอร์ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง
·       —คอมพิวเตอร์เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้

ผลกระทบต่อการบริการการศึกษา
·       —การให้บริการการศึกษาต้องทันยุคทันสมัย
·       —คอมพิวเตอร์และแอนิเมชั่นจูงใจผู้ใช้บริการ
·       —เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นตัวนำในการบริการการศึกษา
·       —หน่วยงานการศึกษาต้องจัดหามาให้บริการ

ผลกระทบต่อการบริหารจัดการ
·       —คอมพิวเตอร์และแอนิเมชั่นต้องใช้งบประมาณสูง
·       —ขาดผู้เชี่ยวชาญและชำนาญการเฉพาะ
·       —ซอฟแวย์มีน้อยและราคาสูง
·       —ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
·       —เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ล้าสมัยเร็ว
·       —ผู้บริหารขาดความรู้ความเข้าใจ

ผลกระทบต่ออาจารย์และนักเรียนนักศึกษา
·       —นักเรียนนักศึกษานิยมสื่อคอมพิวเตอร์และแอนิเมชั่น
·       —อาจารย์ต้องพัฒนาตนเองให้เท่าทัน
·       —สื่อเดิม ๆ ลดความสำคัญลงและไม่เป็นที่นิยม
·       —อาจารย์ต้องผลิตสื่อคอมพิวเตอร์และแอนิเมชั่นให้ทันความต้องการ
·       —นักเรียนนักศึกษาให้ความสนใจการเรียนเพิ่มขึ้น
·       —อาจารย์มีความรู้ความสามารถไม่เพียงพอต่อการพัฒนา

ด้านธุรกิจ (Business)
—      การนำเสนองาน (Task Presentation)  ใช้ในการประชุมทางไกล (Video Conferencing)  โดยสื่อสารผ่านกล้องวีดีโอและไมโครโฟน
Sydney Opera House, Australia

การนำเสนอโครงสร้างและสถาปัตยกรรมต่าง ๆ 
The Dome in Modern Valencian Architecture. 16th -18th centuries

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554


flash ทำหิมะตก แบบง่ายๆ
เป็นการสร้าง หิมะให้ตกใน แฟลช โดยไม่ใช่ Code ActionScript โดยวิธีอาจจะมีขั้นตอนที่ทำยาวกว่าแบบ ActionScript แต่จะง่ายกว่าแบบใส่ ActionScript โดยการวาดหิมะแล้วทำให้มันตกลงไป ถ้าอยากให้หิมะตกช้าๆก็กำหนดเฟรมเยอะๆไว้ครับถ้าให้หิมะตกเร็วก็กำหนดเฟรม น้อยๆ
1 เปิดโปรแกรม flash ขึ้นมาแล้วก็กำหนดขนาด จากตัวอย่างใช่ 400 x 250
2 import รูปภาพเข้ามา โดยเราจะนำมาเป็นฉากหลัง โดยไปที่ File > import > import to stage.. แล้วจัดรูปให้อยู่ตรงกับ stage 
   


3 สร้างเลเยอร์ใหม่อีกหนึ่งเลเยอร์ โดยเลเยอร์นี้จะเอาไปทำลูกหิมะ









4 ใช้เครื่องมือ brush  แล้วก็เลือกสีขาว และก็ปรับหัวแปรงให้ขนาดพอเหมาะครับ
5 วาดหิมะลงไปในเลเยอร์ที่เราสร้าง
6 นำเมาส์ไปคลิกที่เลเยอร์ 2 และก็กด F8 เพื่อ convert to symbol และตั้งค่าตามรูป

7 ไปดูที่ส่วนของ Property > Blur > และก็ปรับค่าเบอล เลยครับจากตัวอย่างปรับเป็น 3 px Quality low






8 สร้างเลเยอร์ใหม่แล้วก็ วาดหิมะลงไป และก็ไป convert to symbol จากนั้นก็ปรับให้เป็น blur เหมือนขั้นที่ 5-7 นะครับ โดยหิมะที่วาดพยายามอย่าวาดซ้ำที่เดิม ครับ โดยเราจะสร้างหิมะซัก 3 เลเยอร์ หรือจะเอามากกว่านั้นก็ได้
9 จะได้พื้นหลัง 1 เลเยอร์ และก็หิมะอีก 3 เลเยอร์แล้วก็นำเลเยอร์หิมะทั้ง3 ลากไปไว้ข้างบน stage
10 กด F6 ที่เฟรม 60 ของเลเยอร์1
11 กด F6 ที่เฟรม 60 ของเลเยอร์2

12 นำเมาส์ไปคลิกที่เฟรม 60 ในเลเยอร์ 2 และก็ ลากหิมะลงไปด้านล่าง
13 นำเมาส์ไปคลิกขวาระหว่างเฟรม 1-60 และก็คลิกขวาเลือก Create Motion Tween
14 ทำในเลเยอร์ 3 วิธีเหมือนขั้นที่ 11-12 ตรงขั้นที่ 11 เราสามารถเปลี่ยนเฟรมได้ถ้าต้องการให้หิมะหล่นเร็วขึ้นก็ไปกด F6 ที่เฟรมก่อนหน้านี้ จากตัวอย่างในเฟรมที่ 40
15 ทำในเลเยอร์ที่ 4 ให้หิมะตกเหมือนขั้นที่ 14 นะครับ จากนั้นก็รันผลได้เลยครับ ctrl+enter 

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ประวัติส่วนตัว



ชื่อ นายจุมพล  สุวรรณจันทร์
ชื่อเล่น บิ๊ก
วันเกิด 18 ส.ค. 2535 
จบจาก อาชีวสุราษฎร์ธานี
E-Mail -  jompol_5122010391@hotmail.com

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

flash ทำหิมะตก แบบง่ายๆ

flash ทำหิมะตก แบบง่ายๆ
เป็นการสร้าง หิมะให้ตกใน แฟลช โดยไม่ใช่ Code ActionScript โดยวิธีอาจจะมีขั้นตอนที่ทำยาวกว่าแบบ ActionScript แต่จะง่ายกว่าแบบใส่ ActionScript โดยการวาดหิมะแล้วทำให้มันตกลงไป ถ้าอยากให้หิมะตกช้าๆก็กำหนดเฟรมเยอะๆไว้ครับถ้าให้หิมะตกเร็วก็กำหนดเฟรม น้อยๆ
1 เปิดโปรแกรม flash ขึ้นมาแล้วก็กำหนดขนาด จากตัวอย่างใช่ 400 x 250
2 import รูปภาพเข้ามา โดยเราจะนำมาเป็นฉากหลัง โดยไปที่ File > import > import to stage.. แล้วจัดรูปให้อยู่ตรงกับ stage 
flash ทำหิมะตก แบบง่ายๆ โดยไม่ใช่ code actionscript
3 สร้างเลเยอร์ใหม่อีกหนึ่งเลเยอร์ โดยเลเยอร์นี้จะเอาไปทำลูกหิมะ
flash ทำหิมะตก แบบง่ายๆ โดยไม่ใช่ code actionscript
4 ใช้เครื่องมือ brush แล้วก็เลือกสีขาว และก็ปรับหัวแปรงให้ขนาดพอเหมาะครับ
flash ทำหิมะตก แบบง่ายๆ โดยไม่ใช่ code actionscript

5 วาดหิมะลงไปในเลเยอร์ที่เราสร้าง
flash ทำหิมะตก แบบง่ายๆ โดยไม่ใช่ code actionscript
6 นำเมาส์ไปคลิกที่เลเยอร์ 2 และก็กด F8 เพื่อ convert to symbol และตั้งค่าตามรูป
flash ทำหิมะตก แบบง่ายๆ โดยไม่ใช่ code actionscript

7 ไปดูที่ส่วนของ Property > Blur > และก็ปรับค่าเบอล เลยครับจากตัวอย่างปรับเป็น 7 px Quality low
flash ทำหิมะตก แบบง่ายๆ โดยไม่ใช่ code actionscript

8 สร้างเลเยอร์ใหม่แล้วก็ วาดหิมะลงไป และก็ไป convert to symbol จากนั้นก็ปรับให้เป็น blur เหมือนขั้นที่ 5-7 นะครับ โดยหิมะที่วาดพยยามอย่าวาดซ้ำที่เดิม ครับ โดยเราจะสร้างหิมะซัก 3 เลเยอร์ หรือจะเอามากกว่านั้นก็ได้
9 จะได้พื้นหลัง 1 เลเยอร์ และก็หิมะอีก 3 เลเยอร์แล้วก็นำเลเยอร์หิมะทั้ง3 ลากไปไว้ข้างบน stage
10 กด F6 ที่ฟรม 60 ของเลเยอร์1
11 กด F6 ที่ฟรม 60 ของเลเยอร์2
flash ทำหิมะตก แบบง่ายๆ โดยไม่ใช่ code actionscript

12 นำเมาส์ไปคลิกที่เฟรม 60 ในเลเยอร์ 2 และก็ ลากหิมะลงไปด้านล่าง
13 นำเมาส์ไปคลิกขวาระหว่างเฟรม 1-60 และก็คลิกขวาเลือก Create Motion Tween
14 ทำในเลเยอร์ 3 วิธีเหมือนขั้นที่ 11-12 ตรงขั้นที่ 11 เราสามารถเปลี่ยนเฟรมได้ถ้าต้องการให้หิมะหล่นเร็วขึ้นก็ไปกด F6 ที่เฟรมก่อนหน้านี้ จากตัวอย่างในเฟรมที่ 40
15 ทำในเลเยอร์ที่ 4 ให้หิมะตกเหมือนขั้นที่ 14 นะครับ จากนั้นก็รันผลได้เลยครับ ctrl+enter 




อ้างอิง :: http://www.sadung.com/?p=5000

การจัดเก็บข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์


การจัดเก็บข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์
การจัดเก็บข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ จำแนกได้เป็น 2 วิธี คือ
1.       การแทนค่าตัวเลขจำนวนเต็มไม่รวมเครื่อง มีลักษณะดังนี้
·         จัดเก็บข้อมูลตัวเลขเฉพาะค่าบวก
·         มีค่าตั้งแต่ 0-255
2.       การแทนค่าตัวเลขจำนวนเต็มรวมเครื่องหมาย มีลักษณะดังนี้
·         จัดเก็บข้อมูลตัวเลขทั้งค่าบวกและค่าลบ
·         มีค่า -127 ถึง +128
·         การแยกแยะดูจาก Sing Bit อยู่ตำแหน่งซ้ายสุดตำแหน่ง 128
·         Sing Bit 0 แทน ค่าบวก 1 แทน ค่าลบ
ตัวอย่าง
                - 50 = 1  011 0010
           +17 = 0 001 0001

การปฏิบัติการกับตัวเลข มีหลักการดังนี้
1.       1. การปฏิบัติการกับตัวเลขในระบบ Computer จะใช้วงจรการบวก
    1 1 0 1
    0 1 0 1
 1 0 0 1 0
2.       2. การลบตัวเลขในระบบ Computer จะใช้วิธีการบวกด้วย Complement

หลักการแปลงเลขฐานมีด้วยกัน 2 ข้อคือ
1.       1. เลขฐานใด ๆ เป็นเลขฐานสิบ ให้ใช้วิธีการคูณกับค่าประจำหลักของเลขฐาน
2.       2.เลขฐานสิบ เป็นเลขฐานใด ๆ ให้ใช้วิธีการหารด้วยเลขกำลังของเลขฐาน
เลขฐาน 16 เป็น เลขฐาน 8 ให้แปลงเป็นเลขฐาน 2 แบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3
เลขฐาน 8 เป็น เลขฐาน 16 ให้แปลงเป็นเลขฐาน 2 แบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4

BCD - 8421 ย่อมาจาก Binary Code Decimal – 8421
·         1. มีค่า 0 – 9 หรือ 0000 – 1001
·         2. วิธีคิดจะแยกเลขตัวเลขออกเป็นตัว ๆ เช่น 120 จะแยกได้เป็น         1 = 0001
                                                                         2 = 0010
                                                                         0 = 0000
ดังนั้น 120 สามารถแปลงได้เป็น BCD – 8421 ได้เป็น 0001 0010 0000

รหัสเกิน 3 หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Excess 3 code ดังแปลงมาจาก BCD – 8421 โดยบวกเพิ่มค่าเข้าไป 3
ตัวอย่าง          Decimal                                     BCD – 8421                          Excess 3 code
                      4                                              0100                                         0111
                      5                                              0101                                         1000
                      8                                              1000                                         1011

การลบด้วยวิธี 2’s Complement มีขึ้นตอนดังนี้
1.       1.  แปลงเลขฐาน 2 ให้อยู่ใน One’s complement ด้วยการกลับ 0 เป็น 1 และ 1 เป็น 0
2.       2.  บวกค่าเข้าไปอีก 1
ตัวอย่าง 5-2 นำ -2 มา 2’s complement จะได้
 0000 0010
1.       1111 1101
2.                     1
3.       1111 1110
ดังนั้นจะได้             + 5      0000 0101
                      - 2       1111 1110
                        3    1  0000 0011
ตัวอย่าง (-5)-4 นำ -4 มา 2’s complement จะได้
 0000 0100
1.       1111 1011
2.                    1
3.       1111 1100
นำ -5 มา 2’s complement จะได้
 0000 0101
1.       1111 1010
2.                    1
3.       1111 1011
ดังนั้นจะได้   - 5       1111 1011
              - 4       1111 1100
                     1  1111 0111
ในลำดับต่อไป นำค่าที่ได้จากการบวก 1111 0111 มาทำการ 2’s complement
               1111 0111
1.                0000 1000
2.                            1
3.                0000 1001
เพราะฉะนั้น (-5)-4 จะได้คำตอบ 0000 1001 ซึ่งเท่ากับ 9 ในระบบจำนวนจริง